หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

น้ำตกแสงจันทร์




     อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 41 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 เมตร เกิดจากลำห้วยท่าโลงไหลตกลงจากเพิงหน้าผาเป็นช่องโพรงอันเกิดจากการกัดเซาะของน้ำตามธรรมชาติ ลักษณะของโพรงมองดูคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มีเส้นผาศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร ก่อนไหลลงสู่ลำน้ำโขง

น้ำตกทุ่งนาเมือง



       น้ำตกทุ่งนาเมืองเป็นอีกหนึ่งในน้ำตกที่ถูกซ่อนเร้นไว้เคียงคู่กับเถาวัลย์ยักษ์ อายุนับพันปี น้ำตกแห่งนี้ก็อยู่ในเส้นทางเดียวกันกับ น้ำตกสร้อยสวรรค์ น้ำตกแสงจันทร์ ทางเดินทางต่อไปอีกสัก ๑ กม. ก็จะถึงน้ำตกทุ่งนาเมือง แต่หลายคนและหลาย ๆ ทัวร์มักจะไปสิ้นสุดอยู่ที่น้ำตกแสงจันทร์แล้วเดินทางกลับ ถ้าท่านยังจำโฆษณาเหล้ายี่ห้อรีเจนซี่ได้ ก็จะจำภาพเถาวัลย์ยักษ์ที่ปรากฎอยู่ในภาพยนต์โฆษณาต่อจากภาพของน้ำตกแสง

น้ำตกสร้อยสวรรค์

     


     อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามมีแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้ จะมีน้ำไหลในช่วงเดือนมิฟถุนายน - ธันวาคม เกิดจากลำธาร 2สาย คือ ห้วยสร้อย น้ำตกในลักษณะแนวบันไดและห้วยสะหนม น้ำจะตกลงในแนวดิ่งหน้าผาทำมุม 90 องศา ซึ่งทั้งสองสายจะไหลมาบรรจบกันในเบื้องล่าง มองดูลักษณะคล้ายสายสร้อยสูงราว 50 - 90 เมตร กว้างราว 30 เมตร ก่อนไหลลงสู่ลำน้ำโขง ในบริเวณไม่ไกลนัก หากท่านมาช่วงต้นฤดูหนาว จะได้พบกับทุ่งดอกไม้ขาดใหญ่ หลายจุด สร้อยสุวรรณา ดอกมณีเทวา ดอกหางเสือ ดอกดุสิตา ดอกหยาดน้ำค้าง ฯลฯ


ถ้ำมืด

  


    ถ้ำมืด Amazing Thailand ของจังหวัดอุบลราชธานี แห่งใหม่ เป็นถ้ำหินทรายที่มีความลึกประมาณ 1,200 เมตร มีขนาดใหญ่และลึกที่สุดในประเทศไทยเท่าที่เคยสำรวจพบ ถ้ำหินทราย เป็นถ้ำที่พบได้ยาก เกิดจากกระบวนการผุพังอยู่กับที่และกร่อนตามแนวระนาบของชั้นหินที่มีความคงทนต่อการผุกร่อนน้อย โดยมีน้ำเป็นตัวกัดกร่อนและพัดพาเม็ดทรายออกไปทีละน้อย เกิดเป็นโพรงถ้ำและมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

   การเดินทาง : จากท่าเรือ บ้านผาชัน ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร นั่งเรือไปใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วเดินเท้าต่ออีกประมาณ 1 กิโลเมตร หรือนั่งรถอีแต๊กจาก บ้านผาชัน ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่ง

ภาพเขียนโบราณ

   


   ภาพเขียนสีก่อนประวัติศาสตร์ กลุ่มที่ 1(ผาขาม)

    หรือ ศิลปะถ้ำ คือ ศิลปะหรือภาพที่เกิดจากการวาด/เขียนเป็นสี และทำรูปรอยลงบนพื้นหิน มักพบตามถ้ำเพิงผา ผนังหิน ก้อนหิน ที่มักเรียกรวมๆ กันไปว่าถ้ำ จึงมักเรียกงาน ภาพเขียนถ้ำนี้ว่าศิลปะถ้ำ ศิลปะถ้ำที่สร้างขึ้นด้วย 2 เทคนิคใหญ่ๆ คือ 1. การลงสี หรือการสร้างภาพด้วยสีในวิธีต่างๆ เช่น วาดด้วยสีแห้ง เขียน หรือระบายเป็นรูป พ่นสี สะบัดสี การทาบหรือทับ 2. การทำรูปรอยลงในหิน มีวิธีต่างๆ เช่น ฝน จาร ขูดขีด แกะหรือ ตอก ฯลฯ การใช้สีที่พบในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป้นสีแดง จะสัมพันธ์กับพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตาย เพราะตามแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในประเทศไทยมักจะเป็นสีแดง หรือสิ่งของสีแดง ในหลุมฝังศพงานศิลปะที่ผาแต้มจึงอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตายของผู้ตายในสมัยนั้น ภาพเขียนสีในอุทยานแห่งชาติผาแต้มที่พบ และเป็นที่รู้จัก มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีกลุ่มภาพเขียน ทั้งหมด 4 กลุ่ม ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชื่อว่า "ศิลปะถ้ำ" สีที่คนในยุคนั้นใช้ จะเป็นสีจากแร่ชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อเรียกว่า เฮมาไทด์ หรือ หินเทศ ภาษาพื้นบ้านเรียกชหินชนิดนี้ว่า ดินลูกรัง ที่จริงแล้วก็คือหินทรายชนิดหนึ่ง มีชื่อหลักว่า หินทรายแดง จะพบได้ทั่วไปในพื้นที่ประเทศไทย และจะพบมากในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาหินทราย หินทรายแดง ประกอบด้วยอนุภาคดินทรายแป้งที่มีความละเอียดมา มีสีเทาปนแดง แร่ที่เป็น องค์ประกอบหลักคือแร่ควอตร์ และแร่เหล็กที่เรียกว่า เฮมาไทด์ (HEMATITE) ภาพเขียนกลุ่มที่ 1 นี้เป้นกลุ่มภาพเขียนสีจุดแรกที่อยู่ตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติศิลปะถ้ำ อยู่ด้านใต้หน้าผาของผาขามมีความสูงจากยอดเขาถึงทางราบแนวหน้าผา 260 เมตร ภาพเขียนสีกลุ่มที่ 1 นี้ อาจจะมองเห็นไม่ชัดเจนมากนักต้องสังเกตตามผนังหิน จะปรากฏภาพที่ระบายด้วยสีแดงออกคล้ำคล้ายสีน้ำหมาก ภาพที่ปรากฏคือ ภาพปลา ภาพสัตว์ 4 เท้า ที่ค่อนข้างเลือน จำนวน 1 ตัว คือ ภาพช้าง โดยมีเส้นตั้ง เส้นเฉียง และเส้นนอน วาดทับบนรูปภาพเหล่านั้น ลักษณะของภาพปลา จะเป็นการแสดงภาพแบบโครงสร้างภายใน หรือเรียกว่าภาพเอกซเรย์ ขนาดของภาพ จะแตกต่างกันไป



     ภาพเขียนสีกลุ่มที่ 2 ผาแต้ม

     เป็นภาพเขียนสีกลุ่มที่ใหญ่อยู่ห่างจากเขียนกลุ่มผาขาม 300 เมตร ภาพเขียนสีในจุดนี้ เป็นกลุ่มภาพเขียนสีที่มีขนาดใหญ่ และ ยาวถึง 180 เมตรมีหลากหลายแบบทั้งภาพคน สัตว์ และอื่นๆ กว่า 300 ภาพ ปะปนกัน บางภาพก็ซ้อนทับกันอยู่ ภาพที่พบในจุดนี้จะมีลักษณะ สามารถแยกประเภทได้ชัดเจนใช้สีแดงเป็นส่วนใหญ่ มีการใช้เทคนิคทั้งการลงสี และการทำรูปรอยลงในเนื้อหินลักษณะเด่นของกลุ่มภาพเขียนสีที่ผาแต้มนี้จะเป็นภาพของฝ่ามือมนุษย์ แบบทึบ และแบบโปร่ง ภาพสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เห็นได้ชัดเจนว่า เป็นทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำ ภาพเขียนที่เป็นสัตว์บก เช่น ช้าง วัว หมา และภาพเขียนสีที่เป็นสัตว์น้ำ เช่น เต่าหรือตะพาบ ปลาบึก(ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่พบในลำน้ำโขง) ลักษณะของการวาดภาพมีทั้งการวาดโครงร่าง และการระบายสีทึบ ภาพสัตว์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่นี้ควรเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคนั้น การสร้างภาพเขียนสีสร้างโดย 2 เทคนิคใหญ่ๆ คือ

1. การลงสี (Pictograph) หรือการสร้างภาพด้วยสี ในวิธีต่างๆ เช่นวาดด้วยสีแห้ง(Drawing Withdraw Pigment) เขียนหรือ ระบายเป็นรูป (Painting) พ่นสี (Stenciling) สะบัดสี (Paint Splattering) การทาบหรือทับ (Imprinting)
2. การทำรูปรอยลงในหิน มีวิธีต่างๆ เช่นฝน จารขูดขีด แกะหรือ ตอก ฯลฯ การใช้สีที่พบจะเป็นสีแดงจะสัมพันธ์กับพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตาย เพราะตามแหล่งโบราณคดีหลายแห่งในประเทศไทย มักจะพบสีแดงหรือสิ่งของ สีแดงในหลุมฝังศพงานศิลปะที่ผาแต้ม จึงอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความตายของผู้ตายในสมัยนั้นภาพเขียนสีในอุทยานแห่งชาติผาแต้มที่พบและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4 กลุ่มตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติชื่อว่าศิลปะถ้ำ สีที่คนในยุคโบราณมักใช้ในการวาดคือ หินเทศ ที่จริงแล้วก็คือ หินทราย ชนิดหนึ่ง มีชื่อหลักว่าหินทรายแดง จะพบได้ทั่วไปในพื้นที่ประเทศไทย และจะพบมากในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาหินทราย หินทรายแดงจะประกอบด้วยอนุภาคดินทรายแป้งที่ความละเอียดมาก สีเทาปนแดง แร่ที่เป็นองค์ประกอบหลักคือแร่ควอตร์และแร่เหล็กที่เรียกว่า hematite คนในยุดก่อนรู้จักนำเอาหินทรายแดงมาใช้ ประโยชน์โดยเฉพาะตามแหล่งภาพเขียนสีโบราณจะพบว่ามีการนำเอาหินทรายแดงหรือหินเทศมาใช้เป็นวัตถุดิบในการวาดภาพตามผนังถ้ำ ตามหน้าผา หรือวาดลงบนเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ





     ภาพเขียนสีกลุ่มที่ 3 ผาหมอนล่าง


     ห่างจากจุดที่ 2 ประมาณ 700 เมตร หรือเราอาจเดินกลับทางเดิม แล้วนั่งรถย้อนมาทางเสาเฉียง สู่ผาหมอนก็ได้ รถจอดได้ใกล้ศาลาแล้วเดินลงสู่ กลุ่มภาพเขียนที่ 4 และ 3 ตามลำดับ คำว่าผาหมอน เป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเพิงผาหินแห่งนี้ เนื่องจากว่ามีหินขนาดใหญ่ 2 ก้อน เรียงคู่กัน อยู่บริเวณหน้าผาชั้นบน (ถ้ำผาหมอน) ซึ่งถ้ามองจากด้านล่างขึ้นมาจะเห็นก้อนหินทั้งสองคล้ายหมอนหิน 2 ใบ วางเรียงอยู่ จากลักษณะของหินที่คล้ายหมอนหินดังกล่าว จึงเป็นที่มาของชื่อ "ผาหมอนที่ชาวบ้านใช้เรียกขานมาหลายชั่วอายุคนตราบจนทุกวันนี้


     ภาพเขียนสีกลุ่มที่ 4 ผาหมอนบน


     ห่างจากภาพเขียนกลุ่มที่ 3 ประมาณ 300 เมตรระยะทางเดิน แต่ทางเดินแคบและชันไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็กที่จะเดินตามไปด้วย ค่อนข้างอันตราย แต่เป็นระยะที่เราสามารถเห็นภาพเขียนแค่เอื้อมมือถึง ภาพเขียนกลุ่มนี้อยู่บนแนวก้อนหินเดียวกับกลุ่มี่ 3 แต่อยู่ด้านบน ต้องเดินผ่านช่องเบียดสาว (ช่องทางเดินแคบระหว่างหิน 2 ก้อน)

  ภาพเขียนในกลุ่มที่ 3 และ 4 นี้ได้แก่ ภาพคน ภาพสัตว์ ภาพวาดลายเส้น และภาพฝ่ามือ เป็นต้น

ลานหินแตก

    


       อยู่ถัดจากเสาเฉลียงขึ้นไปบนเนินเขาลานหินแตกเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สืบเนื่องมาจากกระบวนการกัดเซาะและกัดกร่อนด้วยอิทธิพลของน้ำและลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสึกกร่อนโดยน้ำหรือธารน้ำไหลกัดเซาะเป็นเวลาชั่วนาตาปี

เสาเฉลียง

      


   เสาเฉลียง ตั้งอยู่ที่ ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม
การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 217 จากจังหวัดอุบลราชธานี ไปอำเภอพิบูลมังสาหาร แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 2222 ไปอำเภอโขงเจียม จากอำเภอโขงเจียมใช้เส้นทางสาย 2134 (โขงเจียม - ศรีเมืองใหม่) ประมาณ 5 กิโลเมตร แยกขวา เข้าเส้นทางสาย 2112 อีกประมาณ 9 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปผาแต้ม จะถึงเสาเฉลียงประมาณ 1.5 กิโลเมตรก่อนถึงผาแต้ม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดอุบลราชธานี

   เสาเฉลียงเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สืบเนื่องมาจากกระบวนการกัดเซาะและกัดกร่อนด้วยอิทธิพลของน้ำและลม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการสึกกร่อนโดยแม่น้ำหรือธารน้ำไหลกัดเซาะเป็นเวลาชั่วนาตาปี เกิดขึ้นในชั้นหินที่วางตัวอยู่ในแนวราบหรือเกือบราบและในแต่ละชั้นมีส่วนประกอบของแร่ที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีความแข็งและทนทานที่ไม่เหมือนกัน

   ประติมากรรมชิ้นเอกร่วมกันของหินทราย 2 ยุค คือ หินทรายยุค ครีเตเซียส ซึ่งมีอายุประมาณ 130 ล้านปี เป็นส่วนดอกเห็ดอยู่ท่อนบน และหินทราย ยุคไดโนเสาร์ มีอายุประมาณ 180 ล้านปี เป็นส่วนต้น เสาหินท่อนล่างโดยผ่านการถูกชะล้างพังทลายอันเกิดจากสภาพอากาศ ฝนและลมพายุเป็นเวลาหลายล้านปี ซึ่งคุณสมบัติทางธรณีวิทยาของหินทรายนั้นง่ายต่อการสึกกร่อนกว่าหินชนิดอื่นที่จัดอยู่ในกลุ่มหินชึ้นเดียวกัน และเมื่อผ่านการสึกกร่อนไปได้ระยะหนึ่งก็มีสิ่งที่เรียกว่า กระบวนการต้านทานทางธรรมชาติ และแรงกดทับของเม็ดฝนทำให้หินทรายแข็งยิ่งขึ้น เป็นผลให้สามารถรักษาสภาพให้คงรูปได้ดังที่เห็นอยู่ในรูปข้างๆนี้"เสาเฉลียง" แผลงมาจาก "สะเลียง" แปลว่า "เสาหิน"